<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564</id><updated>2012-02-16T06:40:55.410-08:00</updated><category term='เช้าวันอาทิตย์'/><category term='ต้นส้มแสนรัก'/><title type='text'>Ittirit's Page</title><subtitle type='html'>อิทธิฤทธิ์ของพื้นที่เล็กๆ 

พื้นที่แห่งความคิด ขอบเขตของความหวัง การเดินทางกับความทรงจำที่ไม่สุดสิ้น</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>9</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-7808225803583247865</id><published>2008-03-11T22:34:00.000-07:00</published><updated>2008-11-13T09:14:07.775-08:00</updated><title type='text'>วิวของช้าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9dsFKXQWmI/AAAAAAAAAC0/iYJRXn73PFQ/s1600-h/f.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5176725132622715490" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9dsFKXQWmI/AAAAAAAAAC0/iYJRXn73PFQ/s320/f.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9dr6qXQWlI/AAAAAAAAACs/ErXo7sboFiY/s1600-h/g.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5176724952234089042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9dr6qXQWlI/AAAAAAAAACs/ErXo7sboFiY/s320/g.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9drx6XQWkI/AAAAAAAAACk/4IDE20JkofE/s1600-h/a.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5176724801910233666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9drx6XQWkI/AAAAAAAAACk/4IDE20JkofE/s320/a.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผมไม่แน่ใจว่าจะวางคำว่า ‘ของ’ เอาไว้ตรงไหนดี ระหว่างคำว่าช้างกับวิว&lt;br /&gt;ช้าง‘ของ’วิวหรือว่าวิว‘ของ’ช้างกันแน่...&lt;br /&gt;แม้ไม่แน่ใจแต่ผมรู้ดีว่าวิวชอบช้าง (ที่ไม่แน่ใจคือช้างจะชอบวิวด้วยหรือไม่) และเขียนรูปช้างมานานแล้ว&lt;br /&gt;ช้างที่เกิดจากปลายพู่กันและปลายนิ้วของวิวที่ถูกเกลี่ยกลบถมทับวาดเส้นและลากสีจนเกิดเป็นภาพและเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับช้างนั้น ถ้าหากว่ามีใครเคยนับช้างของวิวคงเป็นช้างแห่งสีสันโขลงใหญ่นับไม่ถ้วนเลยทีเดียว&lt;br /&gt;วิวเขียนรูปช้างแค่ให้รู้หรือดูออกว่าเป็นช้าง แม้จะมีงวง มีหาง มีตา แต่รูปร่างก็อ้วนป้อม ซ้ำสีสันตัวช้างก็แตกต่างออกไปจากช้างที่เหมือนจริง ช้างของวิวจึงไม่เหมือนและไม่ใช่ช้างจริงๆ แค่หันข้าง ยืนนิ่งเฉย อาจจะชูงวง หมอบคลานซุกซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้หรือยืนเล่นอยู่กับเพื่อนๆ สัตว์ตัวอื่นๆ&lt;br /&gt;ช้างที่เห็น ใครๆ ดูก็รู้ว่าเป็นช้างของวิว เพราะรูปทรงที่มีเอกลักษณ์และสีสันอันสดใสแตกต่างไปของตัวช้าง คุณอาจจะไม่รู้ว่าเวลาช้างเป็นสีขาว สีฟ้าอ่อน สีชมพูสด แดงหรือม่วง มันให้อารมณ์น่ารักเพียงใด&lt;br /&gt;วิววาดรูปช้างลงบนกระดาษเพื่อสเกตช์เป็นแนวทางก่อนเขียนลงบนเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่แน่นหนา วันดีคืนดีก็นำโขลงช้างที่วาดเสร็จพร้อมกับเรื่องราวในรูปเขียนออกมาจัดแสดงนิทรรศการให้ได้ชมกัน&lt;br /&gt;หลายปีก่อนช้างหาหัวใจวิวปลิวว่อนไปกับอิสรภาพและการล่องลอยในนิทรรศการเดี่ยวที่ชื่อ “ Fly with me” ที่โรทันดาแกลเลอรี่ ห้องสมุดเนลสันเฮย์ (2549) จากนั้นไม่นานวิวก็ได้รับการเชิญชวนให้ไปแสดงงานในฐานะศิลปินไทยคนเดียวในงานแสดงศิลปวัฒนธรรมและอาหารไทย ที่เมืองอานซี่ ฝรั่งเศส ช้างพาวิวข้ามน้ำข้ามทะเลไปได้ไกลขนาดนั้น&lt;br /&gt;ด้วยความเป็นคนหนุ่มไฟแรง มีวินัยในการทำงานสูง วิวทำงานศิลปะที่ตัวเองรักทุกๆ วัน วันละหลายชั่วโมงแต่ก็ไม่เคยโหมทำงานจนปล่อยปละละเลยความรับผิดชอบด้านอื่นๆ ของชีวิต เขาเพียงแต่เคี่ยวเข็ญตัวเองให้ทำงานที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จแต่ไม่เคยบีบเค้นให้งานออกมากระด้างไร้อารมณ์&lt;br /&gt;กลับจากฝรั่งเศสมาพักใหญ่ วิวแบ่งเวลาจากการดูแลร้าน Things Called Art ของตัวเองที่เชียงใหม่ ดูแลบ้าน เล่นฟุตบอลกับมิตรสหาย ให้ข้าวปลาหมาแมวโขยงใหญ่ มาจัดนิทรรศการครั้งใหม่ที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้ในชื่องานว่า “เสียงของช้าง” (The Elephant Voice)&lt;br /&gt;นิทรรศการครั้งนี้มีภาพเขียนเล็กใหญ่ต่างขนาดกันนับสิบชิ้น เป็นภาพเรื่องราวของช้างตามรูปแบบที่วิวถนัด (“ช้างอาจจะดูเป็นแบรนด์ของผมไปแล้ว” - วิวว่า) แต่มีนก วัว ควาย ดอกไม้ ต้นไม้มากกว่างานชุดที่แล้วๆ มา เหมือนช้างได้ก้าวนำพาวิวออกไปจากตัวตนของช้างเพื่อพบปะเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่กว้างไกลและหลากหลายขึ้น&lt;br /&gt;วิวเล่าว่าช้างที่ผมเขียนก็ยังดูเป็นช้างเหมือนเดิม แต่มีสัญลักษณ์ต่างๆ มากขึ้น เช่นในความจริงช้างตัวหนักบินไม่ได้ก็มีนกเข้ามาเป็นสัญลักษณ์ถึงความล่องลอยหรือสิ่งที่บินได้ นอกจากนี้ยังมีรูปช้างลอยอยู่บนกระทง แม้จะเป็นภาพเขียนกึ่งนามธรรม แต่ผู้ดูก็เดาหรือรับรู้เรื่องราวได้ไม่ยาก ผลงานที่นำมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ส่วนหนึ่งผ่านการพิสูจน์จากผู้ชมชาวฝรั่งเศสมาแล้วว่าสามารถเข้าถึงหรือชื่นชอบภาพเขียนแนวนี้ได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากผู้ชมศิลปะชาวไทย (วิวบอกว่าภาพชื่อ Flying with midnight blue ขนาด 150 x 150 cm. เป็นที่ชื่นชอบของคนฝรั่งเศสมาก)&lt;br /&gt;งานชุดนี้นอกจากจะมีรายละเอียดที่มากขึ้นแล้วยังมีโครงสีที่แข็งแรงขึ้นด้วย...เป็นเรื่องราวของช้างที่วิวมั่นอกมั่นใจมากขึ้น ขณะที่ทำงานชุดนี้วิวเล่าว่ามันทำให้จิตใจสงบ สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ&lt;br /&gt;เป็นเสียงของช้างที่เปล่งออกมาผ่านลายเส้นและสีสันอย่างเงียบๆ แต่บอกเล่าความเป็นไปของวิวในฐานะที่เป็น “วิวของช้าง” ได้อีกมุมหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิทรรศการศิลปะ “The Elephant Voice” โดยศุภเชษฐ์ ภุมกาญจน์ (วิว) แสดงอยู่ที่ศาลาปันมี Banana Family Park อารีย์ซอย 1 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 8 เมษายน (10.00 – 19.00 น.) โทร. 02- 279 7838&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-7808225803583247865?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/7808225803583247865/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=7808225803583247865' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/7808225803583247865'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/7808225803583247865'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2008/03/blog-post.html' title='วิวของช้าง'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/R9dsFKXQWmI/AAAAAAAAAC0/iYJRXn73PFQ/s72-c/f.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-2902033203735223720</id><published>2007-11-12T03:07:00.001-08:00</published><updated>2008-11-13T09:14:08.071-08:00</updated><title type='text'>ไปทำไม</title><content type='html'>&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5131908179814817714" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RzgzTK3In7I/AAAAAAAAACU/U65GIGsFU6I/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87+360+%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C.JPG" border="0" /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/Rzgzba3In8I/AAAAAAAAACc/24ILn70_kEk/s1600-h/à¸à¸±à¸à¸à¸µà¸à¹à¸à¸²à¸ªà¸¹à¹à¸¢à¸&amp;shy;à¸à¹à¸&amp;shy;à¹à¸§à¸&amp;shy;à¹à¸£à¸ªà¸à¹.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5131908321548738498" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/Rzgzba3In8I/AAAAAAAAACc/24ILn70_kEk/s320/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;  &lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ผมหยิบยืมคำว่า &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;“ไปทำไม” &lt;/span&gt;ขึ้นมาเป็นชื่อเรื่องของข้อเขียนนี้จากชื่อสำนักพิมพ์ของรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับภาพถ่ายการเดินทางและโปสการ์ดราคาประหยัดเพียงสามใบสิบบาท และเขาเรียกขานสำนักพิมพ์ตัวเองในเชิงสัพยอกว่า ‘สำนักพิมพ์ไปทำไม’...แม้จะฟังดูคล้ายกับว่าเจตนาจะกวนๆ แต่ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน&lt;br /&gt;คำว่า “ไปทำไม” แม้จะดูคล้ายกับการตั้งคำถามโดยตรง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนการปุชฉาโดยมีโทนของน้ำเสียงฟังเหมือนกับการบ่นพึมพำกับตัวเองหรือการพ่นความไม่ได้ดังใจหรือความไม่เข้าใจของคนที่บังเอิญไปประสบพบเห็นพฤติกรรมของ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“การไป”&lt;/span&gt; (ที่ไหนสักที่ ของคนสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่ง)&lt;br /&gt;ไม่ใช่ความบังเอิญที่ทำให้ไปประสบพบเห็นการเดินทางของคนไทยกลุ่มหนึ่งเพื่อท้าทายความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ ( 8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง – เป็นระดับความสูงจากเว็บไซต์ Wikipedia.org บางแหล่งอ้างว่ายอดเขาแห่งนี้สูง 8,850 เมตรฯ) ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดในโลก งานนี้สถานีโทรทัศน์TITV ได้นำชาวไทยกลุ่มหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิดจากการรายงานข่าวหรือสกู๊ปพิเศษที่เคยได้รับฟังมีทั้งหมด 9 คน) เดินทางไปเก็บตัว ฝึกฝนการป่ายปีนและการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยในการปีนเขา ฝึกฝนการปีนเขาเอเวอเรสต์กับชายชาวเชอร์ปาซึ่งเป็นทั้งไกด์ ครูฝึกและคนนำทางท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวเนปาล ชาวเชอร์ปาที่มีชื่อเสียงในระดับโลกถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญการปีนเขาสูง (โดยเฉพาะยอดเอเวอเรสต์ที่อยู่ในประเทศเนปาล) มาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่สมัยที่เอ็ดมันด์ ฮิลลารี พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ในวันที่ 29 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1953 การเดินทางขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกของชาวชาวนิวซีแลนด์คนนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมทางชาวเชอร์ปาที่ชื่อว่า เทนซิง นอร์เกย์ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;         หลังจากวันแห่งความสำเร็จของคนทั้งคู่ กว่า 50 ปีต่อมาได้มีผู้คนจาก 63 ประเทศ 1200 คนได้สรรหาเส้นทางขึ้นสู่ปลายยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งนี้ (ซึ่งมีเส้นทางขึ้นสู่ Summit หรือปลายยอดทั้งหมด 15 เส้นทาง) จนสำเร็จและได้รับการจดจารเอาไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้พิชิตยอดเขาแห่งนี้&lt;br /&gt;         “ปฏิบัติการเกียรติยศ สู่ยอดเอเวอเรสต์” ของคนไทยโดย TITV และผู้ให้การสนับสนุน (ซึ่งส่วนมากเป็นห้างร้านบริษัทใหญ่ๆ) เชื่อแน่ว่าคงไม่มีเหตุผลใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่จะนำภาพและชื่อของคนไทยเข้าไปต่อแถวในขบวนการของผู้ขึ้นไปย่ำยอดเขาเอเวอเรสต์ ภาพของการนำธงไตรรงค์ของไทยไปปักบนความสูงกว่าแปดพันเมตรบนยอดเขาน่าจะนำมาซึ่งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ให้ความสนใจในปฏิบัติการครั้งนี้&lt;br /&gt;         ข่าวคราวของความพยายามทุกวิถีทาง (โดยมีสปอนเซอร์สนับสนุนและมีชาวเชอร์ปา ซึ่งเป็นญาติของเทนซิง นอร์เกย์ ชาวเชอร์ปาคนแรกในประวัติศาสตร์ผู้พิชิตเอเวอเรสต์) ในการที่จะขึ้นสู่ยอดซัมมิทได้ถูกนำเสนอผ่านช่วงรายการทั้งช่วงข่าวและรายการบันเทิงปกิณกะอื่นๆ ของสถานี TITV อยู่ทุกวี่วัน ด้วยเหตุนี้มันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนใจของคนไทยโดยเฉพาะคนไทยที่สนใจเรื่องราวของการเดินทาง การเอาชนะเรคคอร์ทหรือปูมบันทึกต่างๆ ที่มีคนจากหลากหลายเชื้อชาติได้เข้าไปฝากชื่อเอาไว้ ไม่รวมถึงคนไทยในภาพรวมที่ถูกเอาเข้าไปเกี่ยวโยงกับปฏิบัติการครั้งนี้โดยการใช้ถ้อยคำในทำนองว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อเกียรติยศของคนไทย&lt;br /&gt;        ความเป็น ความตาย ความทุกข์ ความสุขของคนไทยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในปฏิบัติการครั้งนี้จึงถูกนำเสนอประหนึ่งเป็นปฏิบัติการแห่งความเสียสละหรือปฏิบัติการอันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นการทำเพื่อชาติ มีการนำเสนอเรื่องราวและภาพประหนึ่งผู้ที่ได้เข้าไปเป็นคนไทยหนึ่งในเก้าเปรียบเหมือนวีรบุรุษหรือวีรสตรี โดยหลงลืมหรือมองข้ามไม่ลงลึกซอกหลืบทางความคิดในแง่ที่เป็นปัจเจกของบุคคลเหล่านี้แต่ละคนว่าไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ยอมเสี่ยงต่ออาการแพ้ความสูง หิมะกัดจนพิการหรืออุบัติเหตุร้ายแรงจากหิมะถล่มหรือสภาพอากาศแปรปรวนไปเพื่ออะไร...&lt;br /&gt;        หากเราลองทำใจให้กว้างและเข้าใจปรากฏการณ์แห่งการเดินทางครั้งนี้ว่ามิใช่การเอาอย่างฝรั่ง หรือความคลั่งไคล้ในการทำลายสถิติหรือความพยายามในการยัดเยียดชื่อคนไทยเข้าไปต่อแถวในหางว่าวของรายชื่อผู้ที่ทำสำเร็จมาก่อนหน้านั้นในเรคคอร์ท เราย่อมเข้าใจได้ว่าคนไทยไม่ว่าใครก็ตาม หรือจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตามมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรพรรค์นี้ได้เหมือนๆ กับชาวโลกจากประเทศชาติอื่นๆ&lt;br /&gt;        การเดินเท้าและป่ายปีนน้ำแข็งอันหนาวเย็น เสี่ยงภัยในสภาพอากาศปกติของยอดเขาสูงๆ อย่างเอเวอเรสต์นั้นอุดมไปด้วยความเสี่ยงสารพัด และหากใครก็ตามที่มุ่งหวังว่าจะไปขึ้นสู่ยอดเอเวอเรสต์ย่อมพานพบกับสายตาและน้ำเสียงอันไม่เข้าใจว่า “จะไปกันทำไม” เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของผู้ล้มเหลวพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการเยี่ยงนี้ไปแล้วเกือบสองร้อยชีวิตดังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่นักเดินเขาสู่เอเวอเรสต์ต้องสังเวยชีวิตไปกับพายุที่ซัดเข้ามาอย่างฉับพลันในวันที่ 10 พฤษภาคมปี 1996 ซึ่งนักเขียนสารคดีชาวอเมริกันที่เป็นส่วนหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งนั้นได้เขียนบันทึกออกมาในหนังสือชื่อ &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;Into Thin Air&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;        ผมไม่ได้จ้องมองปฏิบัติการครั้งนี้ในแบบฉงนสนใจ ลุ้นระทึกหรือด้วยความทึ่ง หรือแม้แต่รู้สึกว่าตัวเองจะอิจฉาตาร้อนที่คนไทยได้เข้าไปร่วมในขบวนการย่ำยอดเขาเอเวอเรสต์ ผมเพียงแต่นึกถึงมุมที่หลากหลายของเรื่องราวและพบว่าคำตอบของเรื่องราวที่แท้จริงน่าจะมีมากกว่าการที่ (คนไทย) ใครคนใดคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและการเอาชนะตัวเองเพื่อแลกกับความสูงสุดที่รอคอยมานานหลายล้านปีบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเนปาลยอดนี้มิเช่นนั้นแล้วปฏิบัติการ ‘เกียรติยศ’ เยี่ยงนี้ก็อาจจะพบกับคำเย้ยหยันง่ายๆ ว่า “ไปทำไม” ก็เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#33ff33;"&gt;&lt;em&gt;(ภาพประกอบทั้งหมดจากเว็บไซต์ที่มีข้อมูลดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับยอดเขาเอเวอเรสต์ www.nationalgeographic.com/everest/)&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-2902033203735223720?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/2902033203735223720/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=2902033203735223720' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/2902033203735223720'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/2902033203735223720'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/11/blog-post_12.html' title='ไปทำไม'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RzgzTK3In7I/AAAAAAAAACU/U65GIGsFU6I/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87+360+%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-6769715781255170576</id><published>2007-11-06T05:33:00.001-08:00</published><updated>2008-11-13T09:14:08.185-08:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RzBtFMqHmiI/AAAAAAAAACM/FOWztaFC3yo/s1600-h/IMG_2611+copy.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5129719911639652898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RzBtFMqHmiI/AAAAAAAAACM/FOWztaFC3yo/s320/IMG_2611+copy.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-6769715781255170576?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/6769715781255170576/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=6769715781255170576' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/6769715781255170576'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/6769715781255170576'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/11/blog-post_6140.html' title=''/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RzBtFMqHmiI/AAAAAAAAACM/FOWztaFC3yo/s72-c/IMG_2611+copy.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-7938629346317984498</id><published>2007-11-06T00:15:00.000-08:00</published><updated>2007-11-06T00:15:43.395-08:00</updated><title type='text'>หัดเกรงใจ(โลก)เสียบ้างเถอะ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;การปรากฏตัวอยู่มาบนโลกนี้มาถึงสามสิบเจ็ดปีเป็นเรื่องมหัศจรรย์...&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ความรู้สึกมหัศจรรย์ที่คนเราสักคนหนึ่งจะมีชีวิตอยู่รอดจากโรคภัยไข้เจ็บ หลุดรอดจากบ่วงกรรมของอุบัติเหตุหรือสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง จนมีลมหายใจและอวัยวะอยู่ครบสามสิบสอง...ในแง่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากแต่คือความรู้สึกที่มีต่อโลก - สถานที่รองรับชีวิตของเราซึ่งได้หล่อเลี้ยง อุ้มชู ดูแล แบ่งกินแบ่งใช้หรือหาเลี้ยงคนเราให้เติบโตแก่กล้าขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมองย้อนกลับไปในรอบหลายสิบปีที่วันเวลาของชีวิตวกวนกลับมาหาจุดเริ่มต้นในละช่วงปีของการเกิดขึ้นของคนเรา อาจจะไม่เคยมีใครคิดหรือตระหนักว่าเรากินอยู่ เบียดบัง แบ่งใช้ เนื้อที่และข้าวของของโลกนี้ไปมากมายเพียงใดแล้วและเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งอันที่เราได้สรรค์สร้างหรือแบ่งปันคืนกลับให้กับโลกแล้ว สิ่งใดที่เป็นสัดส่วนมากน้อยไปกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากความรู้สึกอัศจรรย์ใจที่บังเกิดขึ้นต่อการที่โลกใบนี้มีแต่ให้กับให้ ให้กับตัวเราให้กับมนุษย์โลกคนอื่นๆ ให้กับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่อยู่ร่วมโลกใบเดียวกันกับเรา ณ ช่วงเวลาเดียวกันกับเราโดยไม่มีเงื่อนไข  ก็อาจจะทำให้เรามองเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่แต่ไม่อวดตัวหรือถือตัวของโลกที่แบกรับความเป็นไปของทุกชีวิตมาแล้วอย่างยาวนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;จะใช้ชีวิตวันนี้อย่างไร จะมีชีวิตต่อไปแบบไหน ก็ควรจะถึงเวลาแล้วที่เราควรจะ 'หัดเกรงใจโลก' กันเสียบ้างเถอะ!&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-7938629346317984498?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/7938629346317984498/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=7938629346317984498' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/7938629346317984498'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/7938629346317984498'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/11/blog-post_06.html' title='หัดเกรงใจ(โลก)เสียบ้างเถอะ'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-601676346001695733</id><published>2007-11-02T10:29:00.000-07:00</published><updated>2008-11-13T09:14:08.464-08:00</updated><title type='text'>ผ้าทอลายของลาวโซ่ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyrXIMqHmbI/AAAAAAAAABE/R-NX3UQI3Uo/s1600-h/à¸à¹à¸²à¸à¸&amp;shy;à¸¥à¸²à¸¢à¸à¸&amp;shy;à¸à¸¥à¸²à¸§à¹à¸à¹à¸1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5128147661551540658" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyrXIMqHmbI/AAAAAAAAABE/R-NX3UQI3Uo/s320/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%871.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5128149542747216338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyrY1sqHmdI/AAAAAAAAABU/nT4TRZ4YyJU/s320/ittirit_20071102_6.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เพชรบุรีวางตัวอยู่อย่างน่าสนใจจากกรุงเทพฯ…&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าน่าสนใจนั่นคือ ระยะทางที่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป แค่ชั่วเวลานั่งรถเพลินๆ ไม่เกินสองชั่วโมงก็น่าจะเข้าเขตเมืองเพชร โดยมีภาพของทุ่งนายามข้าวออกรวงสีเขียวละมุนตาและต้นตาลยืนต้นเรียงรายอยู่ปลายนา หรืออาจจะเห็นปลายจั่วแหลมๆ ของบ้านหลังคาทรงไทยหลายหลังโผล่พ้นทุ่งนาหรือรั้วบ้าน เป็นฉากทั้งหลายที่บ่งบอกว่า บัดนี้เข้าสู่ดินแดนแห่งน้ำตาลเมืองเพชรแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายวันก่อนเป็นอีกครั้งของความตั้งใจที่จะไปเยือนเพชรบุรีโดยที่ไม่ต้องมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน มีเพียงความตั้งใจบางอย่างเกี่ยวกับบางสิ่งที่อยากไปเห็นอยากไปสัมผัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในปลายทางของสิ่งที่ตั้งใจในการเดินทางครั้งนี้ก็คือ การแวะเข้าไปดูหมู่บ้านไทยทรงดำหรือว่าลาวโซ่งที่อำเภอเขาย้อย อำเภอที่เป็นทางผ่านก่อนเข้าสู่ตัวเมืองเพชรที่ได้แต่เคยผ่านไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่กลับไม่เคยแวะจริงๆ จังๆ เลยสักที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำเภอเขาย้อย ชื่อนี้เป็นชื่อเดียวกับภูเขาและถ้ำ ภาพของเขาสูงและถิ่นถ้ำจึงเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่บอกกับผู้สัญจรว่านี่คือเขตเมืองเพชร และหากใครที่ได้เคยผ่านไปมาคงเคยสังเกตว่าข้าวแกงเมืองเพชรที่ว่ามีชื่อไม่แพ้ขนมหวาน ก็มีให้ลิ้มลองเรียงรายอยู่สองข้างทางยามที่เรากำลังจะมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การไปครั้งนี้ไม่ได้แวะร้านข้าวแกงหรือถ้ำเขาย้อยที่เนืองแน่นไปด้วยหมู่วานร (ลิงกัง) ที่ลงมาป้วนเปี้ยนรอรับนักท่องเที่ยวอยู่แถวปากถ้ำ แต่เราแวะเข้าไปลึกกว่านั้น เข้าไปในเขตหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนาข้าวเขียวๆ เข้าไปตามทางสายเล็กๆ เพื่อเยี่ยมชมศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ ตามคำบอกเล่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาและตามข้อมูลที่พอจะหาได้ก่อนจะมาเพชรบุรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดินแดนไทยทรงดำของตำบลเขาย้อยในปัจจุบันแทบจะไม่มีสิ่งใดที่ผิดแผกออกไปจากบ้านเรือนและชุมชนของคนไทยเชื้อสายอื่นๆ ในปัจจุบัน นอกจากอาคารภายในศูนย์วัฒนธรรมที่มีรูปร่างคล้ายกระท่อม ที่มีเสายกพื้นสูง ขนาดและรูปทรงของหลังคาที่แตกต่างออกไปจากเรือนไทยในชนบท แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์คือรูปร่างของจั่วที่คล้ายกับกาแลของเรือนทางภาคเหนือ แต่เป็นกาแลที่ไม้ไขว้กัน ส่วนปลายของแต่ละด้วยม้วนวนเข้าหากัน ซึ่งเพียงแค่รูปแบบของสถาปัตยกรรมนี้ที่ได้เห็นก็ทำให้เรามั่นใจในความมีเอกลักษณ์ของชาวลาวโซ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตามเอกสารที่มีไว้ให้หยิบอ่าน บ่งบอกประวัติของชาวไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) ไว้ว่า “ไทยทรงดำหรือลาวโซ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมืองแถน แต่เดิมเป็นเมืองใหญ่ของแคว้นสิบสองจุไท ปัจจุบันคือเมืองเดียนเบียนฟู อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแผ่นดินไทยนานกว่า 200 ปี อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี รัชกาลที่ รัชกาลที่ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วไปในเขตภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ที่อำเภอเขาย้อยมีประชากรมากกว่าร้อยละ 80 เป็นชาวไทยทรงดำ”&lt;br /&gt;ประวัติที่หยิบยกมามิได้มุ่งเน้นสิ่งอื่นหรือความเป็นอื่นในเชื้อสายความเป็นไทยทรงดำที่มีจุดกำเนิดมาจากดินแดนหนึ่งในละแวกประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเวลานานปีที่ผู้คนกลุ่มนี้ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยและกลายเป็นคนไทยอีกชุมชนหนึ่งในที่สุด สิ่งที่หลงเหลือตกค้างทางวัฒนธรรมและศิลปะของลาวโซ่งที่ได้พบเห็นในหมู่บ้าน ณ วันนี้ก็คือรูปแบบงานทางสถาปัตยกรรม (ของตัวเรือน) และผ้าทอลายอันมีเอกลักษณ์เฉพาะและโดดเด่นไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อได้ทัศนาผ้าทอซึ่งเคยเป็นชุดแต่งกายประจำชนชาติลาวโซ่งทั้งแบบหญิงชาย (ชุดฮี สำหรับทั้งชายและหญิง ชุดฮ้างนมสำหรับผู้หญิง เสื้อสำหรับชายที่เรียกว่าเสื้อไท และเสื้อก้อมสำหรับผู้หญิง) อันเป็นลวดลายอันโดดเด่นด้วยสีแดง เหลือง เขียวหรือสีสดอื่นๆ บนผืนผ้าสีดำหรือสีน้ำเงินเข้มของตัวผ้าเป็นสีพื้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเสื้อหรือกางเกง (คำว่าไทยทรงดำเองมีที่มามาจากคำว่าไทย “ซ่วง” ดำหรือกางเกงสีดำ) ผมสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่อันเปล่งประกายออกมาจากลวดลายและสีสันของผ้าทอ โดยเฉพาะชุดเสื้อผ้าโบราณอายุนับร้อยๆ ปีและเครื่องใช้จำพวกที่นอนหมอนมุ้งที่มีแสดงเอาไว้บนตัวเรือนในศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ด้วยลวดลายแบบเรขาคณิตง่ายๆ ของรูปสามเหลี่ยมหรือการเดินด้ายหรือวางผ้าเป็นเส้นตรงหรือสร้างจุดตัดกันไปมา กระทั่งการสร้างสรรค์ลายภายใต้ชื่อลายง่ายๆ เช่น ลายตานกแก้ว หรือการปักลายแสนสวยลงบน ‘ผ้าเปียว’ ก็เป็นงานผ้าทอที่มีทั้งความเรียบง่ายแต่น่าทึ่งในพลังสร้างสรรค์ของคนไทยกลุ่มนี้&lt;br /&gt;แม้จะได้เห็นในช่วงเวลาแสนสั้นแต่ก็ผมก็เชื่อแน่ว่าคงไม่มีชาวลาวโซ่งคนไหนที่มีชีวิตอยู่ที่อำเภอเขาย้อยหรือที่อื่นๆ ในประเทศไทย ได้นำชุดเสื้อผ้า ผ้าปักและผ้าทอแสนสวยแบบที่ได้เห็นในศูนย์วัฒนธรรมฯ เอามาใช้เป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวันของพวกเขา ทั้งๆ ที่แบบเสื้อผ้าก็ไม่ได้ต่างไปจากชุดสวยหรูที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์รุ่นใหม่หรือรูปแบบเสื้อผ้ายุคใหม่เท่าใดนัก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การสืบต่อสืบสานและนำเสนอเรื่องราวของชีวิตไทยทรงดำให้หลงเหลือ ปรากฏ และมีพลังพอที่จะถ่ายทอดถึงความสร้างสรรค์ที่โดดเด่นให้กับผู้ที่ผ่านไปเยี่ยมชมได้ประจักษ์ ประทับใจ จนอยากที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งและเข้าถึงเรื่องราวความเป็นมาที่ก่อให้เกิดลวดลายและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ได้ ยังคงเป็นเสมือนภาระที่หนักอึ้งสำหรับลูกหลานไทยทรงดำที่ครอบครองมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ต่อไป &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;และผมหวังว่า “ความธรรมดาและเรียบง่าย” ในเรื่องราวของผ้าทอลายชาวลาวโซ่งคงยั่งยืนอยู่ต่อไปและมีการมองเห็นคุณค่าหรือมีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งขึ้นต่อไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-601676346001695733?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/601676346001695733/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=601676346001695733' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/601676346001695733'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/601676346001695733'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/11/blog-post_02.html' title='ผ้าทอลายของลาวโซ่ง'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyrXIMqHmbI/AAAAAAAAABE/R-NX3UQI3Uo/s72-c/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%871.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-8729443078438360168</id><published>2007-11-01T01:44:00.000-07:00</published><updated>2007-11-01T01:44:58.195-07:00</updated><title type='text'>สายฝนหอบลมหนาวเอามาส่ง</title><content type='html'>รอยต่อของฤดูกาลเช่นตอนนี้ มีคำเรียกขานมากมาย เช่น คำว่า "ปลายฝนต้นหนาว" "ฝนส่งท้ายปี" และวันนี้เพิ่งจะได้ยินคำพูดว่า &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;"ฝนมันหอบเอาลมหนาวมาส่งให้"&lt;/span&gt; ซึ่งเป็นคำพูดของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้โรแมนติกหรือประดิษฐ์ถ้อยคำขึ้นมา เพราะชายผู้นี้เป็นเพียงคนที่เฝ้ายามคอยโบกรถเข้าออกอาคารแห่งหนึ่งและผู้ที่ได้ยินแล้วนำมาเล่าก็เรียกขานเขาว่าลุง มีการทักทายพูดคุยกันจนคุ้นเคย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระทั่งเมื่อเช้านี้ที่พอทักทายลุงไปว่าสบายดีไหม เป็นอย่างไรบ้าง... เมื่อวานฝนตก... อากาศเย็นลงนะ... ลุงก็ตอบกลับมาว่า ใช่สิครับเพราะว่าฝนมันหอบเอาลมหนาวมาส่งให้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะเป็นคำพูดง่ายๆ และอาจจะมาจากสามัญสำนึกของชาวบ้านที่มองเห็นและเข้าใจเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงของรอยต่อแห่งฤดูกาลอยู่แล้ว แต่เราก็อดคิดไม่ได้ถึงความจริงแนงดงามที่ฤดูกาลหนึ่งมีสายสัมพันธ์สืบเนื่องถึงกันต่อฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ยินดีต้อนรับลมหนาว...ถ้าหากจะมีเผื่อแผ่มาถึงกลางใจเมืองกรุงได้จริงๆ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-8729443078438360168?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/8729443078438360168/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=8729443078438360168' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/8729443078438360168'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/8729443078438360168'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='สายฝนหอบลมหนาวเอามาส่ง'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-8995363297518850750</id><published>2007-10-31T05:04:00.000-07:00</published><updated>2007-10-31T05:04:24.809-07:00</updated><title type='text'>วันที่หิมะตก...เป็นหยดฝน</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;em&gt;คุณคิดว่ายังไงถ้าหากว่าจะมีหิมะตกลงมาในกรุงเทพฯ ในต้นฤดูหนาวเช่นนี้&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่เพียงความประจวบเหมาะของห้วงเวลา ที่นับได้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ขอบเขตของเหมันตกาลแล้ว เพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คนที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ คงได้สัมผัสสายลมเย็นๆ กันบ้าง ความเย็นสำหรับคนเมืองกรุงย่อมเป็นสิ่งที่โปรดปรานมากกว่าความร้อนอันคุ้นเคย และหากเราไม่ปฏิเสธความจริงจนเกินไปอาจจะมีบางคนที่คิดเช่นเดียวกันกับฉันว่าความหม่นครึ้มและออกไปทางหนาวเย็นของวันนี้ น่าจะถึงพร้อมให้มีหิมะตกลงมากลางกรุงเทพฯ เสียจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่เคยเห็นหิมะร่วงหล่นลงมากับตา เมื่อนานปีมาแล้วเคยไปหนาวสั่นงันงกกลางกรุงอัมสเตอร์ดัมของฮอลแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ขณะนั้นแม้จะอยู่ในซีกโลกเหนือและอากาศเย็นจัด แต่ก็ยังไม่มีหิมะโปรยลงมา...หรือถ้าหากจะพูดให้ถูกก็คือฤดูกาลที่หิมะตกของที่นั่นอาจจะล่วงเลยไปแล้ว และก็เช่นกันที่เคยไปผจญอากาศเย็นชื้นและมีหมอกหม่นของกรุงลอนดอนในปลายฤดูหนาว...ซึ่งครั้งนั้นก็ได้สัมผัสแต่ความเย็นเยียบแบบเปียกชื้นของเมืองผู้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาวันนี้ วันที่ความอบอุ่นและอบอ้าวอันคุ้นเคยของกรุงเทพฯ ขอลาพักร้อน และท้องฟ้าก็หยิบยืมมุกแบบท้องฟ้าเมืองลอนดอนมาสร้างบรรยากาศของความหม่นๆ ขมุกขมัว ซ้ำอากาศก็เย็นลงแบบแตกต่างออกไป หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะจินตนาการนึกถึงหิมะปุยขาวๆ ที่อาจจะหลุดร่วงร่อนลงมาที่ปลายหางตาของเรา ยามเผลอไผลไม่ทันมองอากาศที่เป็นอยู่ข้างนอกอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็จริงๆ นั่นแหละ วันนี้ที่กรุงเทพฯ ก็มีหิมะตกลงมาเสียด้วย แต่เป็นหิมะที่ตกลงมาเป็นหยดฝนบางเบาๆ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-8995363297518850750?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/8995363297518850750/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=8995363297518850750' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/8995363297518850750'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/8995363297518850750'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/10/blog-post_31.html' title='วันที่หิมะตก...เป็นหยดฝน'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-4934833933436765031</id><published>2007-10-29T20:00:00.000-07:00</published><updated>2007-10-29T20:00:42.737-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เช้าวันอาทิตย์'/><title type='text'>เช้าวันอาทิตย์</title><content type='html'>วันนี้เป็นวันอังคารตอนสายๆ ภารกิจประจำวันบางส่วน เช่น การกินอาหารเช้าผ่านพ้นไปเฉกเช่นวันอื่นๆ วันนี้ไม่ต้องรีบออกจากบ้าน เพราะกิจกรรมบางอย่างเลื่อนระยะเวลาออกไป...นึกย้อนไปถึงความรู้สึกแรกของวันนี้ที่ลงไปเปิดประตูหน้าต่างห้องครัวเพื่อนตระเตรียมจัดการอาหารเช้า พอเปิดหน้าต่างก็พบว่ามีลมเย็นโชยเข้ามาแบบไม่ตั้งอกตั้งใจ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็หลายวันแล้วสินะ ตั้งแต่ลมเย็นๆ จำนวนหนึ่งได้ลัดเลาะผ่านตึกสูงและดงคอนกรีตเข้ามาแทรกซึมในเมืองหลวงแห่งนี้ เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นอีกเช้าหนึ่งที่รู้สึกถึงสายลมหนาว แม้จะไม่หนาแน่น แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดี โปร่งเบา ผ่อนคลาย ไม่หนักหน่วงเคลือบคลุมเช่นตอนมีอยู่ของฤดูฝน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายฝนจะกลับมาอีกหรือไม่ในปลายเดือนตุลาคมเช่นนี้ หรือว่าเม็ดฝนเม็ดสุดท้ายที่ร่วงหล่นไปเมื่อไรจนเราแทบจะทำไม่ได้จะเป็นเหมือนสายฝนสุดท้ายของฤดูกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันอาทิตย์กับการมีอยู่ของแสงแดดยามสายและลมเย็นๆ จำนวนหนึ่ง ได้นำพาความสุขบางเบาเกิดขึ้นในจิตใจ เกิดความสงบและหวนรำลึกถึงเส้นทางชีวิตและความทรงจำที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;อยากให้เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นและมีอยู่เฉพาะแต่ในตอน'เช้าวันอาทิตย์'&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-4934833933436765031?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/4934833933436765031/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=4934833933436765031' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/4934833933436765031'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/4934833933436765031'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/10/blog-post_29.html' title='เช้าวันอาทิตย์'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4001100630353985564.post-9187593126711991410</id><published>2007-10-29T06:27:00.000-07:00</published><updated>2008-11-13T09:14:08.585-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ต้นส้มแสนรัก'/><title type='text'>...หนังสือที่ไม่มีวันอ่านจบ...</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyXfmcqHmXI/AAAAAAAAAAM/BOhza0fUzJ0/s1600-h/IMG_2322.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5126749602452052338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyXfmcqHmXI/AAAAAAAAAAM/BOhza0fUzJ0/s320/IMG_2322.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สำหรับฉันแล้ว &lt;span style="color:#ffcc33;"&gt;"ต้นส้มแสนรัก"&lt;/span&gt; วรรณกรรม 'เยาวชน' จากบราซิลเป็นอีกเล่มหนึ่งที่อ่านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยที่จะอ่านจบ นอกจากเล่มนี้ก็ยังมี &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;'วอลเดน'&lt;/span&gt; ของเดวิด ธอโร อีกเล่มหนึ่งที่ไม่ยอมอ่านแบบมุทะลุให้จบกันไปในคราวเดียว...เสียสักที&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;...................................&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สำหรับเรื่องราว ความประทับใจ ความทรงจำที่มีต่อต้นส้มแสนรัก คงจะมาจากความคิดของผู้เขียน (โจเซ่ วาสคอนเซลอส) และภาษาที่ถ่ายทอดความคิดความฝันและจินตนาการของเด็กได้อย่างงดงาม...อยากจะนำความมาพูดคุยมากกว่านี้ แต่ขอโทษที ยังอ่านไม่จบ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;...................................&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ลองอ่านนี่ดู...&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;"เซเซ่ พี่ร้องเพลงบ้านหลังน้อยให้ฉันฟังหน่อยสิ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ผมอ้าปากร้องเพลง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ฉันมีบ้านหลังน้อย ปลูกอยู่บนเนินเขา&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ใกล้กับสวนผลไม้ มีทะเลสีเงินเห็นอยู่ลิบๆ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ผมร้องข้ามไป ๒ -๓วรรค&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ตั๊กแตนร้องเพลงอยู่ในดงมะพร้าว พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;em&gt;นกไนติงเกลร้องเพลงหวานเจื้อยแจ้ว ดังมาจากน้ำพุในสวน&lt;/em&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;(ต้นส้มแสนรัก แปลโดยมัทนี เกษกมล ปี พ.ศ. 2522)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4001100630353985564-9187593126711991410?l=ittirit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ittirit.blogspot.com/feeds/9187593126711991410/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4001100630353985564&amp;postID=9187593126711991410' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/9187593126711991410'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4001100630353985564/posts/default/9187593126711991410'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ittirit.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='...หนังสือที่ไม่มีวันอ่านจบ...'/><author><name>ittirit</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07009980331902673398</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/-Bfo2xFPbxGs/Tagq7NQ-aXI/AAAAAAAAAGk/2vGBb7u5tM4/s220/itt1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_m0TvkYoemVc/RyXfmcqHmXI/AAAAAAAAAAM/BOhza0fUzJ0/s72-c/IMG_2322.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
